บลจ.วรรณ เตรียมส่งกองทุนเปิด วรรณ STOXX อาเซียน ซีเล็ค ดิวิเดนด์ อินเด็กซ์ ฟันด์ (ONE-STOXXASEAN) คาดเสนอขายในเดือน มิ.ย. 58 ต้อนรับประโยชน์การรวมกลุ่ม AEC ปี 58 ผ่าน 4 Pillars

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด ระบุว่าในช่วงสิ้นปี 2558 ประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนจะมีการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ 4 เสาหลัก (4 Pillars) 

1) การรวมเป็นฐานการผลิตและตลาดเดียวกันในการเคลื่อนย้ายสินค้าบริการ การลงทุน เงินทุน แรงงานที่มีทักษะอย่างเสรี 

2) การส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจในภูมิภาคผ่านการออกนโยบายการแข่งขัน การปกป้องผู้บริโภค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปด้านภาษี 

3) ความเท่าเทียมในการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค เช่น การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) และการริเริ่มรวมตัวของกลุ่มอาเซียน (IAI) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาและดำรงเศรษฐกิจ และ 

4) การผนวก AEC ให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก โดยการมีปฏิสัมพันธ์และจุดยืนในเวทีเศรษฐกิจโลกและมีส่วนร่วมในการปรับปรุงเครือข่ายอุปทานทั่วโลก รวมทั้งการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนประชากรที่ใหญ่ขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก ทำให้อำนาจการต่อรองของประเทศในกลุ่มอาเซียนปรับเพิ่มขึ้นตาม และส่งผลให้บทบาทการต่อรองของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้นตามลำดับ 


   “ขณะที่ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนหากแยกเป็นรายประเทศจะเห็นได้ว่า แม้ว่าแต่ละประเทศมีอัตราการเติบโตที่แตกต่างกันไป แต่ในภาพรวมเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนยังอยู่ในช่วงที่เติบโตและเป็นการเติบโตที่มีเสถียรภาพ โดยมองว่าการเติบโตของเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนจะมีการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5-6% ต่อปีในช่วงอีก 5 ปีถัดจากนี้ ซึ่งจะทำให้อาเซียนเริ่มเป็นภูมิภาคที่ได้รับความสนใจและความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ขณะที่กลุ่มประเทศที่เหลืออื่นๆ ในอาเซียนจะได้รับความน่าสนใจถัดไปในช่วงถัดจากนี้ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ลาว เวียดนามและพม่า (CLMV) หลังจากที่มีการพัฒนาประเทศและเปิดการค้าการลงทุนระหว่างประเทศอย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะพัฒนาถึง 10% ต่อปีได้ในช่วงถัดไป” 


   ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเศรษฐกิจอาเซียน ได้แก่ การเติบโตของประชากรในวัยแรงงานของกลุ่ม ASEAN ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 27.9 ปีซึ่งต่ำกว่าเยอรมันและสหรัฐอเมริกา รวมทั้งค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 45.3, 37.8 และ 28.4 ปีตามลำดับ รวมทั้งอัตราการเสียชีวิตของทารกที่ลดลง ประกอบกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 600 ล้านคน ซึ่งใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก รวมทั้งกำลังแรงงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ก็จะส่งผลบวกต่อการบริโภคและการลงทุน และจะทำให้เพิ่มอำนาจการต่อรองให้แก่ประเทศในกลุ่มอาเซียนในด้านการค้าการลงทุนในตลาดโลก ซึ่งจะผลักดันให้บทบาทของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มอาเซียนมีเพิ่มขึ้นด้วย” นายวิน กล่าว 


    สำหรับ มุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นอาเซียน นอกจากความน่าสนใจของความแตกต่างของเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนแล้วจะเห็นได้ว่าการปรับตัวของตลาดหุ้นอาเซียนเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นทั่วโลก  รวมทั้งเม็ดเงินที่ไหลเข้าลงทุนในภูมิภาคอาเซียนต่อเนื่องในช่วง ปีที่ผ่านมา ขณะที่การปรับตัวของตลาดหุ้นในแต่ละประเทศของกลุ่มก็มีความแตกต่างกันไปซึ่งส่งผลให้อัตราการเติบโตของตลาดหุ้นแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาจากการคาดการณ์ต่อเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ทำให้นักลงทุนสามารถสร้างโอกาสผลตอบแทนจากช่วงจังหวะเวลาของตลาดนั้นๆ ได้” 


    “ซึ่งจากมุมมองเชิงบวกจากทั้งด้านเศรษฐกิจและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน บลจ.วรรณ จึงเตรียมเสนอขายกองทุนเปิดวรรณ STOXX อาเซียน ซีเล็ค ดิวิเดนด์ อินเด็กซ์ ฟันด์ (ONE-STOXXASEAN) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดตั้งจากทางสำนักงาน ก.ล.ต. โดยคาดว่าจะเสนอขายได้ในช่วงเดือน มิ.ย. 58 ซึ่งจะเป็นกองทุนลักษณะ Index Fund คือ การสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงกับการปรับตัวของดัชนี STOXX ASEAN SELECT DIVIDEND 30 INDEX โดยจะเน้นลงทุนในหุ้นสามัญจำนวน 30 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี STOXX ASEAN SELECT DIVIDEND 30 INDEX ในสัดส่วนหรือน้ำหนักที่ใกล้เคียงกับดัชนี (Fully Replication) โดยดัชนีฯ จะคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีผลตอบแทนอัตราการจ่ายปันผลย้อนหลัง 12 เดือนสูงสุด 30บริษัทแรก โดยจำกัดประเทศละไม่เกิน 7 หลักทรัพย์ ขณะที่ไทย ไม่เกิน 5 หลักทรัพย์ และจะมีการประเมินและปรับเปลี่ยนน้ำหนักตราสารทุก 3 เดือน รวมทั้งจะกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์แต่ละตัวในสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหุ้นในกลุ่มอาเซียนสามารถมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 4% ซึ่งสูงสุดในโลก รวมทั้งให้ผลตอบแทนที่ปรับค่าความเสี่ยงแล้วอยู่ที่ 18.93% ซึ่งสูงกว่าหลายๆ ดัชนี ASEAN อื่นๆ ทำให้มองว่าการลงทุนในกองทุนฯ นี้มีความน่าสนใจและน่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนให้แก่นักลงทุนได้ในอนาคต” 


    “ขณะที่ในด้านการประเมินมูลค่าหุ้นของตลาดหุ้นอาเซียนซึ่งมี ROE เฉลี่ยอยู่ในระดับประมาณ 15% ขณะที่ระดับราคาหุ้นต่อกำไร (PE) ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับ PE ของหุ้นในตลาดโลก ประกอบกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่สอดคล้องกันทั้งภูมิภาค ทำให้มองว่าการลงทุนในตลาดหุ้นอาเซียนจะเป็นอีกหนึ่งตลาดหลักทรัพย์ที่น่าสนใจและยังมีโอกาสการเติบโตได้อีกมาก” นายวิน กล่าวโดยสรุป


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ITE ร่วมกับ SCG ฉลองการทำงานครบ 600,000 ชั่วโมง โดยปราศจากอุบัติเหตุ มั่นใจด้วยการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

TPOLY ผนึก SOLAR ตั้งกิจการร่วมค้า “เอส แอล ที ที” ลุยรับงาน “Tesco Thailand Roof Top Solar Project” มูลค่า 419.50 ลบ.

CHOW ยืนยันธุรกิจเหล็ก/พลังงานยังแข็งแกร่ง มั่นใจปี 59 โชว์ฟอร์มสวยยอดขายไฟโตกระโดด