กสอ. เสริมแกร่งอุตฯ เครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมดาวเด่นในกลุ่มซูเปอร์คลัสเตอร์เป้าหมาย

กรุงเทพฯ 21 ธันวาคม 2558 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าเสริมแกร่งพื้นที่ซูเปอร์คลัสเตอร์เป้าหมาย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่และศูนย์กลางการค้าการลงทุนที่สำคัญของภาคเหนือ โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ และมีความพร้อมที่จะพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์เนื่องจากมีสถานบริการทางการแพทย์และการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2559 กสอ. มีแผนที่จะผลักดันคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ด้วยงบประมาณรวมกว่า 130 ล้านบาท เพื่อพัฒนาสถานประกอบการและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนโครงการอื่นๆ เพื่อรองรับการเติบโตในอุตสาหกรรมซูเปอร์คลัสเตอร์

ดร.สมชาย หาญหิรัญ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์                 ทางการแพทย์เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงที่กำลังเติบโตอย่างมาก และมีแนวโน้มเป็นอุตสาหกรรมหลักไทย     และก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญรองรับการเป็น Medical Hub of Asia โดยตลาดอุตสาหกรรมดังกล่าวมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปี 2558 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2557 คิดเป็นร้อยละ 1.21 มูลค่ารวม 71.5 พันล้านบาท ตลาดการนำเข้าเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 11.62 และตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละร้อยละ 2.90 ส่วนใหญ่ส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางและพลาสติก เป็นต้น(ที่มารายงานสภาวะอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ของไทย ปี 2558 ,สถาบันพลาสติก)  

ดร. สมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการทั้งที่เป็นผู้ผลิตและผู้นำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์                ทางการแพทย์ จำนวนไม่น้อยกว่า 400 โรงงาน แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ กลุ่มวัสดุใช้สิ้นเปลือง กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มน้ำยาเคมีและชุดตรวจวินิจฉัย และกลุ่มบริการและซอฟท์แวร์ทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม                ในจำนวนของผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าว                              จังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมที่จะพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์                  เนื่องจากมีสถานบริการทางการแพทย์และการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานกว่า 50 แห่ง ประกอบกับมีโอกาส                 ทางการตลาดจากการเป็นเมืองท่องเที่ยว จึงสามารถสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ได้ไม่น้อยกว่าปีละ 10,000 ล้านบาท โดยเฉพาะการให้บริการด้านทันตกรรมศัลยกรรมและบริการทางด้านสุขภาพอื่น ๆ (ที่มาแผนพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2558-2561

นอกจากแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้มีศักยภาพและพัฒนาการรวมกลุ่มคลัสเตอร์ตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว กสอ. ยังมีแผนที่จะผลักดัน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ตามกรอบ แนวทางการพัฒนาซูเปอร์คลัสเตอร์ของรัฐบาล คือ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมอาหารและสินค้าแปรรูปทางการเกษตร อุตสาหกรรมสิ่งทอ และกลุ่มอุตสาหกรรมเมดิคัล ฮับ ด้วยงบประมาณในการพัฒนาคลัสเตอร์รวมกว่า 130 ล้านบาท นอกจากนี้ กสอ. ยังมีการดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เข้มแข็งและเป็นรากฐานในการรองรับการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมในอนาคตต่อไป ดร.สมชายกล่าวทิ้งท้าย 

ด้าน นายอนุชา มีเกียรติชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กซา ซีแลม จำกัด ศูนย์กลางการผลิตฟันปลอม  กล่าวว่า บริษัท เอ็กซา ซีแลมดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิตฟันปลอมและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในทางทันตกรรม  โดยเริ่มต้นกิจการตั้งแต่ปี 2538 เนื่องจากปัจจุบันมีความต้องการฟันปลอมและเครื่องมือจัดฟันเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย สำหรับการตัดสินใจเลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นฐานการผลิตฟันปลอมและอุปกรณ์ทันตกรรมของเอ็กซา เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ที่เข้มแข็งไม่แพ้กรุงเทพฯ แต่มีคู่แข่งน้อย ประกอบกับเชียงใหม่ขึ้นชื่อในเรื่องของความถนัดและความประณีตด้านงานฝีมือ อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานกว่า 20 ปี ที่ผ่านมา เอ็กซา ได้รับการยอมรับจากคลินิกทันตกรรม และบริษัทผลิตงานแลบ (LAB) ทั้งในและต่างประเทศในเรื่องคุณภาพสินค้า และการได้รับรองมาตรฐานการจัดการ ISO 9001:2008 และสิ่งแวดล้อม 14000:2004CSR, รางวัลธรรมาภิบาลดีเด่น ด้านการปฏิบัติต่อผู้บริโภคประจำปี 2554 และองค์กรต้นแบบ Happy Work Place จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ เอ็กซา มีผลิตภัณฑ์ฟันเทียมหลากหลายประเภท อาทิ แบบติดแน่น แบบถอดได้ และ งานทันตกรรมจัดฟัน ฯลฯ นอกจากนี้ บริษัทยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการผลิตและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึงร้อยละ 50-60

นายอนุชา กล่าวต่อว่า องค์ความรู้ที่นำมาต่อยอดและพัฒนาในการดำเนินธุรกิจ ส่วนหนึ่งมาจาก                    การเข้าร่วมโครงการกับทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ส่งผลให้มีแนวทางในการพัฒนารูปแบบธุรกิจ  อย่างรอบด้านมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการผลิต การบริหารจัดการ และการพัฒนาบุคลากร ผลที่ได้คือสามารถปรับผังโรงงานใหม่เหมาะสมกับกระบวนการผลิต มีความรวดเร็วในการรับคำสั่งซื้อและการสั่งงาน และสามารถลดอัตราของเสียเหลือเพียงร้อยละ 8.78 จากเดิมอัตราของเสียมีอยู่ถึงร้อยละ 12 ของกระบวนการผลิตทั้งหมด อีกทั้งสามารถเพิ่มกำลังการผลิตสามารถรองรับคำสั่งซื้อได้มากขึ้นเป็น 500-700 เคสต่อวัน จากเดิมได้เพียง 400 เคสต่อวัน โดยคาดว่าภายหลังได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐในการผลักดันสู่การเป็นซูเปอร์คลัสเคอร์ ทางบริษัท เอ็กซา จะมีศักยภาพความเข้มแข็งขึ้นจากความร่วมมือกับห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ประกอบกับการ เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะส่งผลต่อฐานลูกค้าที่ขยายตัวขึ้น และคาดว่าจากปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้จะส่งผลให้มียอดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน







ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ITE ร่วมกับ SCG ฉลองการทำงานครบ 600,000 ชั่วโมง โดยปราศจากอุบัติเหตุ มั่นใจด้วยการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

TPOLY ผนึก SOLAR ตั้งกิจการร่วมค้า “เอส แอล ที ที” ลุยรับงาน “Tesco Thailand Roof Top Solar Project” มูลค่า 419.50 ลบ.

CHOW ยืนยันธุรกิจเหล็ก/พลังงานยังแข็งแกร่ง มั่นใจปี 59 โชว์ฟอร์มสวยยอดขายไฟโตกระโดด