"SGF" วางเป้าขึ้นแท่นผู้นำธุรกิจสินเชื่อรายย่อย – เปิดยุทธศาสตร์เดินทางสู่ฝัน

 
                  ขยายโปรดักส์สินเชื่อสู่สินเชื่อรายย่อยเต็มตัว - เปิดสาขา 60 แห่งในปีนี้
                  พร้อมระบบ Agent ช่วยปล่อยสินเชื่อ  เทคโอเวอร์เพื่อโตแบบเร่งด่วน 
ยันทุนหนาส่วนผู้ถือหุ้นกว่า 1,450 ลบ. และ มี D/E แค่ 0.03 เท่า ต่ำสุดในระบบ ไม่ต้องเพิ่มทุน

ดร. วิวัฒน์ วิฑูรย์เธียร” แม่ทัพคนใหม่แห่ง SGF เปิดแผนธุรกิจปี 2560 ประกาศรุกเต็มอัตราศึก  เผย 3 ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเพื่อการเติบโตอย่างรวดเร็วแต่มั่นคง 1.เพิ่มโปรดักส์ในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยแตกเป็น 6 ประเภท ซึ่งจะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุม โดยเฉพาะสินเชื่อประเภทจำนำทะเบียนรยนต์/รถจักรยานยนต์ และ Land title loanเหตุยังมีช่องว่างอีกมากที่จะแทรกตัวเข้าไปได้ 2.วางเป้าหมายที่จะเปิดสาขาให้ได้ 60 แห่งภายในปีนี้ ควบคู่ไปกับการใช้เอเย่นต์เป็นแขนขาช่วยกระจายธุรกิจ 3.ใช้กลยุทธ์ซื้อหรือควบรวมไฟแนนซ์ในท้องถิ่น ให้สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดด ระบุมีเป้าหมายที่ไต่อันดับขึ้นไปเป็นผู้นำระดับ TOP5 ให้ได้ในเร็ววัน โดยตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างปลายปีนี้ที่ระดับไม่ต่ำกว่า2,000 ล้านบาท ยันส่วนทุนในมือ 1,450ล้านบาท ขณะที่ D/E แค่ 0.03 เท่า ต่ำสุดในระบบ สถาบันการเงินพร้อมซัพพอร์ตเต็มที่ ดังนั้นยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน

ดร. วิวัฒน์ วิฑูรย์เธียร  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) (SGF) เปิดเผยว่าภายหลังจากที่บริษัทได้ปรับโครงสร้างทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบัน SGF มีส่วนทุนสำหรับดำเนินธุรกิจราว 1,45ล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกันมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง 0.03 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในธุรกิจสินเชื่อ ทำให้การรุกธุรกิจในช่วงนี้ยังไม่มีภาระค่าใช้จ่ายทางด้านดอกเบี้ย ในอนาคต บริษัทสามารถที่จะขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพื่อขยายธุรกิจได้อีกมาก  ในวันนี้เชื่อว่า SGF ถือเป็นบริษัทที่มีความพร้อม ที่จะเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง และไม่มีความจำเป็นที่ต้องเพิ่มทุนแต่อย่างใด

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของ SGF จากนี้จะมีการขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์หลัก 3 ส่วนคือ 1.การเพิ่มโปรดักส์เกี่ยวกับการให้สินเชื่อจากเดิมที่มีอยู่ 4 ประเภทคือ สินเชื่อเงินให้กู้ยืม, สินเชื่อแฟคตอริ่ง, สินชื่อบุคคล และการบริหารหนี้  จากนี้จะเพิ่มโปรดักส์ใหม่คือ สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ,สินเชื่อทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนองบ้านและที่ดินรายย่อย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพเพราะความต้องการยังมีอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่สำหรับ SGF จะเข้าร่วมแชร์ตลาดในส่วนนี้ได้ไม่ยาก 

กลยุทธ์ที่ 2.คือ SGF มีนโยบายที่จะเปิดสาขาเพื่อให้บริการกับลูกค้าได้อย่างทั่วถึง โดยปีนี้มีเป้าหมายที่จะเปิดให้ได้ประมาณ 60 สาขา ควบคู่ไปกับขณะเดียวกัน ระบบเอเย่นต์ส่งงาน ส่งลูกค้าให้สาขาเป็นแขนขาในการต่อยอดในการขยายธุรกิจให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้นและเป็นวิธีการทำงานที่ไดประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะทำให้ SGF บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว และ 3.การใช้กลยุทธ์ซื้อและควบรวมไฟแนนซ์ท้องถิ่นคุณภาพสูงทั้งในธุรกิจสินเช่าซื้อรถจักรยานยนต์และสินเชื่อทะเบียน ในมูลค่าที่เหมาะสม เนื่องจากผู้ประกอบการเหล่านี้รู้จักและเข้าถึงลูกหนี้เป็นอย่างดี  แต่ยังขาดในเรื่องของระบบจัดการด้วยระบบไอที และทุนในการแข่งขัน ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บุกไปเจาะตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้จำเป็นต้องมีพันธมิตรที่แข็งแกรงมาช่วยสนับสนุน

เขากล่าวต่อว่า SGF ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจไว้มากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลากร โดยได้เพิ่มจำนวนบุคลากรที่มีคุณภาพ เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจการเงินจะเห็นได้ว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีทีมงานที่แข็งแกร่งมาเสริมทีมจำนวนมาก เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะถือเป็นเกียรติของบริษัทที่ท่าน วิจิตร สุพินิจ อดีตผู้ว่าการและประธานกรรมการแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคารรับมาเป็นประธานกรรมการให้ นอกจากนั้นมีการลงทุนในระบบไอทีเกี่ยวกับการตามหนี้ให้ทันสมัยรวมทั้งย้ายสำนักงานใหญ่เพื่อรองรับการเติบโต เชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญผลักดันให้ SGF ก้าวขึ้นเป็นผู้ประกอบการธุรกิจที่มีการทำธุรกิจที่รัดกุม สร้างผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้น

ยอดปล่อยสินเชื่อของ SGF ในปัจจุบันมีอยู่ราว 800 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับสูง และเอ็นพีแอลต่ำตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา บริษัทตั้งเป้าสินเชื่อคงค้างปลายปีนี้ที่ 2,000 ล้านบาท ซึ่งหมายถึงการแปลงเงินสดเป็นสินเชื่ออย่างเต็มที่บวกกับกู้อีกเพียงเล็กน้อย  

การกลับมาดำเนินธุรกิจของ SGF ในตอนนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นบนฐานกำไรที่มีคุณภาพและงบดุลที่คลีน ทีมบริหารหวังว่าจะต้องเติบโตในอัตราสูงอย่างต่อเนื่อง และมีอีกส่วนที่สำคัญมากคือธุรกิจบริหารหนี้ ที่จะมีการรับรู้รายได้และกำไรมากเป็นพิเศษ เนื่องจากการบริหาร NPL ของบริษัทชนะคดีใหญ่คดีหนึ่งในชั้นศาลฎีกาซึ่งได้แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์ไปเมื่อปีที่แล้ว โดยคำนวนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยที่ศาลให้แล้วมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท เมื่อวิเคราะห์หลักประกันที่วางในชั้นศาลก็มีมูลค่าสูง ซึ่งจะผลักดันให้ SGF มีฐานรายได้ รวมทั้งมีเงินทุนเข้ามาเพิ่มเติม สำหรับขยายธุรกิจสินเชื่อให้รายย่อยในช่วง 2-3 ปีนับจากนี้” ดร.วิวัฒน์กล่าวในที่สุด

                                   

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ITE ร่วมกับ SCG ฉลองการทำงานครบ 600,000 ชั่วโมง โดยปราศจากอุบัติเหตุ มั่นใจด้วยการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

TPOLY ผนึก SOLAR ตั้งกิจการร่วมค้า “เอส แอล ที ที” ลุยรับงาน “Tesco Thailand Roof Top Solar Project” มูลค่า 419.50 ลบ.

CHOW ยืนยันธุรกิจเหล็ก/พลังงานยังแข็งแกร่ง มั่นใจปี 59 โชว์ฟอร์มสวยยอดขายไฟโตกระโดด