บ้านปูฯ รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3


บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2559มีรายได้จากการขายรวม 586 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 20,410 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว ปริมาณขายถ่านหินรวมจํานวน10.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายจากเหมืองในประเทศอินโดนีเซีย และออสเตรเลีย โดยแบ่งเป็นการผลิตและจําหน่ายถ่านหินจํานวน 7.08 ล้านตัน และ 3.62 ล้านตัน ตามลําดับ 

 

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบ้านปูฯ ในไตรมาส 3/2559  สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทฯ เริ่มมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจหลักในสัดส่วนที่สมดุลขึ้น โดยมีรายได้จากการขายถ่านหินเข้ามามากขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการมุ่งเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพด้านการผลิต และมาตรการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอุปทานของถ่านหินในตลาดถูกจำกัดด้วยนโยบายควบคุมการผลิตที่เคร่งครัดจากประเทศจีน จึงส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของเหมืองในประเทศอินโดนีเซีย และออสเตรเลียใน ไตรมาสนี้เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 10 เทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ราคาตลาดถ่านหินที่ปรับสูงขึ้นอย่างชัดเจนยังสนับสนุนให้กำไรจากธุรกิจถ่านหินทั้งในประเทศอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และจีนปรับตัวดีขึ้นด้วย  นอกจากนั้น การที่บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคม เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนประมาณ 389 ล้านเหรียญสหรัฐ  มาชำระเงินกู้ยืมคืนแก่บ้านปูฯ และใช้เป็นเงินทุนในธุรกิจไฟฟ้าต่อไปนั้น ยังเสริมให้กลุ่มบ้านปูฯ มีสถานะกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และพร้อมขยายการเติบโตของธุรกิจไฟฟ้าที่จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.9กิกะวัตต์เทียบเท่า ให้เพิ่มถึง 4.3 กิกะวัตต์เทียบเท่า ภายในปี 2568” 

 

สำหรับธุรกิจถ่านหินของบ้านปูฯ ในไตรมาส 3/2559  บริษัทฯ มีรายได้จากการจำหน่ายถ่านหินจำนวน 544 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 93 ของรายได้จากการขายรวม โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขายถ่านหิน ในประเทศอินโดนีเซีย 360 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ  25 จาก 289  ล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่ออสเตรเลียมีรายได้จากการขายถ่านหินรวม 184ล้านเหรียญสหรัฐ  เพิ่มขึ้นร้อยละ 31  จาก 140 ล้านเหรียญสหรัฐใน

ไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ราคาขายถ่านหินเฉลี่ย (ASP)ของเหมืองในประเทศอินโดนีเซียสำหรับไตรมาส 3/2559 เท่ากับ

 

51.35 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากไตรมาสก่อนหน้าส่วนราคาขายถ่านหินเฉลี่ยของเหมืองในประเทศออสเตรเลียเท่ากับ 67.00เหรียญออสเตรเลียต่อตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนของการขายถ่านหินในประเทศและส่งออกเป็นร้อยละ 65 และร้อยละ 35 ตามลำดับ โดยราคาขายเฉลี่ยในประเทศมาจากการขายภายใต้สัญญาขายที่ราคาสูงมากกว่าการขายภายใต้สัญญาเดิม (Legacy contracts) ที่ราคาต่ำกว่า

 

รายได้จากธุรกิจไฟฟ้าของบ้านปูฯ สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่ดีของโรงไฟฟ้าในประเทศจีน โดยรับรู้กำไรสุทธิจำนวน 4.66 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าBLCP คิดเป็นจำนวน 9.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปรับลดลงเนื่องจากโรงไฟฟ้าหยุดทำการซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาสนี้ โรงไฟฟ้าหงสายังคงอยู่ในช่วงต้นของการดำเนินการเชิงพาณิชย์จากทั้ง 3หน่วยผลิต โดยมีส่วนแบ่งกำไรจำนวน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ  บริษัทฯ มีรายได้จากการขายไฟฟ้า ไอน้ำและอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 7 ของรายได้รวม หรือเป็นจำนวน  42 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมาจากการขายไฟฟ้าและไอน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมเจิ้งติ้ง หลวนหนาน และโจวผิง รวมทั้งสิ้น 28.56 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้รายได้จากธุรกิจก๊าซในสหรัฐอเมริกา ยังได้ถูกนำมารวมเป็นส่วนหนึ่งของผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทตั้งแต่ไตรมาสนี้ โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 2.7ล้านเหรียญสหรัฐ 

 

สำหรับบ้านปู เพาเวอร์ฯ หลังจากได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไปในไตรมาส 3/2559ได้รายงานผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาสดังกล่าว  คิดเป็นกำไรสุทธิ 489ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีผลกำไรสุทธิ 96ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทุกหน่วยการผลิตของโรงไฟฟ้าหงสาในสปป.ลาว กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) สำหรับไตรมาสนี้คิดเป็น 876 ล้านบาท เปรียบเทียบกับ 644 ล้านบาทในปีที่แล้ว หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 36

 

ในช่วงไตรมาส 3/2559 บ้านปูฯ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทชั้นนำในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) ร่วมกับ RobecoSAM เป็นครั้งที่สาม ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำให้เรามุ่งมั่นที่จะสานต่อแผนการดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนอย่างแท้จริงต่อไปเรายังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของกลุ่มบ้านปูฯ  อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนการผลิตถ่านหิน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีเมื่อภาวะราคาถ่านหินปรับตัวขึ้นอย่างคงที่ในอนาคต ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆ ของบ้านปู เพาเวอร์ฯ เพื่อขยายกำลังการผลิตให้ได้ตามเป้าหมาย รวมถึงมองโอกาสลงทุนในธุรกิจด้านพลังงานอย่างครบวงจรตามกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนและสมดุล และสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อไปอย่างมั่นคง” นางสมฤดี กล่าวปิดท้าย


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ITE ร่วมกับ SCG ฉลองการทำงานครบ 600,000 ชั่วโมง โดยปราศจากอุบัติเหตุ มั่นใจด้วยการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

TPOLY ผนึก SOLAR ตั้งกิจการร่วมค้า “เอส แอล ที ที” ลุยรับงาน “Tesco Thailand Roof Top Solar Project” มูลค่า 419.50 ลบ.

CHOW ยืนยันธุรกิจเหล็ก/พลังงานยังแข็งแกร่ง มั่นใจปี 59 โชว์ฟอร์มสวยยอดขายไฟโตกระโดด